ค่านิยมคนคลั่งขาว

เดี๋ยวนี้เราเสพซีรี่ส์เกาหลีกันเยอะ ธรรมชาติสีผิวบ้านเขาออกขาว พอทำศัลยกรรมก็ยิ่งน่ารัก เราเลยอิน อยากเป็นแบบนั้น ทั้งๆ ที่ธรรมชาติคนไทยสีผิวออกเหลือง บางคนก็มีเชื้อสายจีนเลยมีผิวขาว เน็ตไอดอล ดารา นางแบบ และพริตตี้บางคนที่ขาวอยู่แล้ว หรือบางคนก็ไม่ได้ขาวมาก แต่เวลาไปออกงานชอบทาหน้าและทาตัวเพื่อให้ดูขาว ก็เลยยิ่งเป็นกระแสไปกันใหญ่

สารพัดวิธีอยาก “ขาว”

  • เลเซอร์ ควรอยู่ในความควบคุมของแแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน อาทิ มาตรฐานตามองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ เลเซอร์มีหลายกลุ่ม ทั้งแบบหน้าลอกและหน้าไม่ลอกชนิดหน้าไม่ลอกยิงเลเซอร์ไป 10 ปีก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นชนิดหน้าลอกต้องดูว่ากลุ่มไหน แต่ยังไงก็ไม่ควรทำบ่อย
  • กลูตาไทโอนที่ใช้ในปัจจุบันมีทั้งจากจีนและอเมริกา จึงต้องเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ หากราคาถูกมากๆ ให้ฉุกคิดก่อนว่าไม่บริสุทธิ์ น่าจะมีการปะปนของสารอื่นๆ ฉีดเข้าไปอาจเกิดอันตรายได้ในระยะยาว เพราะจริงๆ กลูตาไทโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว แต่อาจมีปริมาณน้อย แล้วเผอิญมีการนำไปรักษาผู้ป่วยที่ต้องใช้เคมีบำบัด จึงมีการนำไปศึกษาทางทฤษฎีและพบว่าช่วยให้ขาวขึ้นด้วย ทำให้เริ่มมีการนำกลูตาไทโอน มาฉีดเข้าเส้นเลือดกัน แต่อย่าลืมว่าอะไรที่เรารับมากเกินไป สะสมเรื่อยๆ มักจะไม่ดีต่อร่างกาย มีผลต่อตับและไตอยู่แล้ว ลองคิดดูว่า
    ถ้าฉีดต่อเนื่องเป็นสิบปี เส้นเลือดต้องโดนแทงกี่ครั้ง เส้นเลือดอาจเป็นพังผืดได้ด้วย แล้วถามว่าสีผิวจะเปลี่ยนจากเหลืองเป็นขาวโอโม่เลยไหม ตอบเลยว่าไม่แน่นอน เพราะมันมีเฉดที่มาจากยีนต้นกำเนิดอยู่แล้ว
  • ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดตรควิโนน สารปรอทหรือสเตียรอยด์ รวมถึงสารเร่งขาว ถ้ารับมากเกินไปแรกๆ อาจไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับร่างกาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป สารเร่งขาวจะทำให้หน้าดำโดยที่ไม่มีทางแก้ไขอีกเลย หรือถ้ากินสารเร่งขาวจะมีผลต่อตับและไตอีกด้วย

วิตามินและอาหารเสริม

บางยี่ห้อก็ดีจริงๆ ขึ้นอยู่กับส่วนผสมว่าเพียงพอกับที่ร่างกายควรได้รับหรือเปล่า บางยี่ห้อใส่ส่วนผสมมาเยอะมาก แต่โดสไม่ถึงก็ไม่ช่วยอะไร
ปรับทัศนคติกันก่อน ถ้าอยากผิวขาวควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูสาเหตุที่ผิวคล้ำว่าเกิดจากแดดหรือเป็นแบบนี้ตั้งแต่เกิด และจะแก้ไขอะไรได้บ้าง เพราะเดี๋ยวนี้คนมักชอบไปฉีดสารกันเอง ซื้อครีมคุณภาพแย่ที่มีส่วนผสมสารเร่งขาวมาทาเองซึ่งอันตรายมาก หมอมองว่าสีผิวเดิมของเราที่พ่อแม่ให้มาดูสุขภาพดี และทำให้เรามีออร่ามากกว่าการพยายามเปลี่ยนธรรมชาติของผิว เราจึงต้องปรับทัศนคติว่าสิ่งที่ผู้รักษาอยากได้กับสิ่งที่หมอสามารถให้ได้มีจุดร่วมตรงไหน ไม่มีทางอยู่แล้ว ที่ผิวดำแบบชาวแอฟริกันจะเปลี่ยนมาขาวแบบคนจีน นอกจากจะป่วยเป็นโรคอย่าง ไม่เคิล แจ็คสัน ที่ป่วยเป็นโรคด่างขาว ทำให้ผิวลอกออกหมด เม็ดสีไม่ทำงาน ผิวเลยไม่มีสี เขาโดนแสงแดดไม่ได้ และเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง(ที่คนเรามีสีผิวต่างๆ เพราะมีเมลานินมาปกป้องแสงแดดซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ป้องกันไม่ให้เราเป็นมะเร็ง ) อีกอย่างคือผิวเขาไม่ได้ขาวไปทั้งหมด มีพื้นที่ที่ผิวเป็นด่างจึงต้องไปฟอกผิวแบบใช้ยากันเม็ดสีออกให้ขาวเท่ากัน
สุดท้ายหมอมอง่าเป็นแบบที่ตัวเองเป็นดีกว่าไม่ต้องขาวเหมือนคนอื่น มันเหมือนวิ่งไล่จับหนูแล้วหนูมันก็วิ่งหนี ความขาวมันไม่ตลอดเพราะ กลูตาไทโอนเปลี่ยนเม็ดสีผิวจากสีน้ำตาลไปเป็นสีขาว แต่เป็นการหยุดการเปลี่ยนแปลงช่วงขณะหนึ่ง เท่านั้น ถ้าเราหยุดใช้มันก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่สามารถเปลี่ยนให้ความขาวอยู่กับเราได้ตลอดไป ความขาวที่เรารักษาหรือพยายามทำให้ขาวอาจคงอยู่แค่ช่วงระยะหนึ่งเพียงเท่านั้น
อีกเรื่องคือผลิตภัณฑ์ไม่ได้ถูกจริตกับทุกคน บางคนใช้แล้วเวิร์ค บางคนใช้แล้วไม่เวิร์ค ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต้องมีการทำวิจัยเพื่อความผลิดภัย แต่เดี๋ยวนี้มีครีมที่คนทั่วไปทำขายเองแล้วเคลมว่าขาวภายใน 3 วัน 7 วัน ซึ่งจะเห็นในข่าวได้บ่อยว่ามีการปะปะของสารปรอทอาจจะทำให้ขาวเร็วจริง แต่อันตรายแน่นอน
บทความจาก แพทย์หญิงศศิวรินทร์ เชิญรุ่งโรจน์ แพทย์ผิวหนังประจำ Dermaster

ที่มาค่านิยมคลั่งขาว

  1. คนเราชอบความแตกต่าง สังเกตว่าถ้าเราอยู่กับอะไรนานๆ เราจะชินตา ไม่โดดเด่น เพราะคนเราส่วนใหญ่ต้องการความโดดเด่น เป็นที่ยอมรับ เช่น ฝรั่งที่อยู่บ้านเมืองตัวเองเห็นแต่คนขาว เลยอยากมีผิวสีแทน จะได้แตกต่างแต่คนไทย ผิวออกคล้ำๆ เหลืองๆ เห็นกันเองก็ดูชินตา เลยอยากขาวบ้าง เพราะคิดว่าขาวแล้วดูดีเด่นต่างจากคนอื่น
  2. ไอดอล เราดูซีรี่ส์เกาหลีหรือญี่ปุ่นก็รู้สึกว่าดาราบ้านเขาน่ารัก สวย หล่อ อยากเป็นแบบน้้น เลยเกิดความคิดว่าผิวขาวทำให้สวยดูดี
  3. ความร่ำรวย อาจเป็นค่านิยมที่แฝงลึกอยู่ในจิตใจเรา สมัยก่อนรองเท่าส้นสูงจะมีใส่เฉพาะชนชั้นสูงในยุโรป เราเลยรู้สึกว่าการใส่รองเท้าส้นสูงแล้วเหมือนคนรวย เราก็เลยอยากใส่บ้าง คนถือกระเป่าหลุยส์ เรารู้ว่าแพงแต่ก็อยากใช้เพราะใช้แล้วมันดูดี เช่นกัน คนรวยส่วนใหญ่ผิวขาว เลยบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้าคุณขาวคุณก็เหมือนคนรวย ประหนึ่งผิวผู้ดี

อยากขาวมีวิธีไหนบ้าง?

แบบทา

มักเห็นผลช้า แถมยังเสี่ยงมีสารอันตรายปะปนค่อนข้างเยอะเราไม่มีทางรู้เลยว่ามีส่วนผสมอะไรปะปนอยู่บ้าง นอกจากจะซื้อแบรนด์ที่เป็นตลาดใหญ่ๆ ที่มีงานวิจัยผ่าน อย. ปลอดภัยแต่ไม่ค่อยขาวแบบที่เราต้องการ ดังนั้นคนที่อยากขาวมากๆ เลยไปหาครีมในเน็ตที่มักโฆษณาเกินจริง และมักใส่สารอันตราย 3 ประเภท คือ

  1. สารไฮโดรควิโนน สารต้องห้ามของ อย. ทำให้ผิวขาวจริง แต่ในระยะยาวมันเป็นพิษ ต่อเซลล์เม็ดสี ทำให้เซลล์เม็ดสีตายแล้วเกิดเป็นดำๆ ด่างๆ
  2. สารปรอท ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทำให้ขาวไว แต่ก็ทำให้ตับและไตพังได้เช่นกัน
  3. กรด AHA เป็นที่นิยมใช้กันมาก เป็นสารกึ่งอันตราย ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมในการผลัดเซลล์ผิวข้างนอกออก ทำให้ดูขาวใสขึ้น ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็โอเค แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากไปจะกัดผิว ทำให้ผิวเป็นผื่น แสบ แห้งได้ แต่ในขณะเดียวกันพวกครีมในเน็ตมักเล่นทางลัดใช้กรดเหมือนกัน แต่เป็นพวกเป็ด วิกซอลที่กัดแรงๆ แล้วเห็ฯผลทันที กรดพวกนี้เป็นสารพิษ ไม่ควรนำมาใช้กับร่างกาย แต่คนทั่วไปมักชอบ เพราะพวกสารสกัดจากธรรมชาติมักเห็นผลช้า แถมไม่ขาวจั๊วะ อย่างที่ปรารถนา

แบบกิน

อาหารเสริมจำพวกวิตามินต่างๆ รวมถึงกลูตาไทโอน ถ้าร่างกาย กินแล้วดูดซึม บางคนจะผิวใสขึ้นนิดนึง เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแต่ถ้าอันไหนกินแล้วเฉยๆ แสดงว่าปริมาณไม่ถึง อย่างการที่จะทำให้วิตามินส่งผลไปยังผิวต้องใช้ปริมาณมาก แล้วพอกัน เข้าไปก็อาจโดนขัดขวางเรื่องการดูดซึ่ม บางทีร่างกายไม่ดูดซึมทั้งหมด กิน 100% ร่างกายอาจได้รับแค่ 10% ถ้าเป็นวิตามินซีดูดซึมได้เต็มที่ 200 – 300 มิลลิกรัม กลูตาไทโอนเป็นแบบเกรดดีถึงดูดซึมได้ 3 % ถ้าเกรดไม่ดีก็ดูดซึมได้ 5 -10% ข้อดีของกลูตาไทโอนคือไม่ได้ช่วยในเรื่องผิวขาวเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเรื่องคืนความอ่อนเยาว์และอื่นๆ แต่ไม่ใช่ว่ากินปุ๊บแล้วจะไปออกที่ผิวเลย ฉะนั้นเวลาที่กินไปมักจะได้ผล
ค่อนข้างน้อย เพราะว่าเซลล์อื่นก็ต้องใช้สารอาหารพวกนี้เหมือนกัน เราอาจจะต้องกินในปริมาณที่ค่อนข้างเยอะหรือกินหลายๆ ตัวเสริมกันเขาเรียกว่า Synergistic Effect หมายความว่า 1+1 อาจจะไม่ไสด้เท่ากับ 2 แต่ 1 + 1 อาจจะเท่ากับ 3 คือประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ กินวิตามิน หลายตัวจะเสริม แอนติออกซแดนต์ เช่น วิตามินซี วิตามินอี กลูตาไทโอน แอลฟาไลโปอิก โคเอไซม์คิวเทน ถ้าเรากินหลายตัว ก็จะเสริมฤทธิ

กินอาหารเสริมเยอะ จะมีผลต่อตับไหม ?

วิตามิน ค่อนข้างปลอดภัย แต่ในวิตามินก็อาจไม่ได้ใส่วิตามินเพียวๆ เช่น วิตามินซี่ 500 กรัม อาจมีสารเติมเต็มอัดเสริมให้ครบ 500 กรัม ซึ่งรวมถึงสารกันบูด สารอย่างอื่น ทำให้แข็งตัวจับเป็นเม็ดได้ดี แคปซูลก็จะมีสีแคปซูล แต่วิตามินในแคปซูลเป็นวิตามินล้วนๆ หรือเปล่า ถ้าใส่วิตามิน แค่ 50 มิลลิกรัม แต่แคปซูล 1,000 มิลลิกรัม ก็อาจจะมีสารอื่นปนเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ส่วนประกอบ อาจจะมีสารกัดบูด สารกันชื้น เพราะฉะนั้นจึงขึ้นกับแบรนด์ด้วย เพราะวิตามินเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ถึงระดับที่เป็นยา ทำให้การควบคุมยังหละหลวมอยู่ ฉะนั้นการกินวิตามินซียี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ผลอาจจะแตกต่างกันมากก็ได้ ทั้งๆ ที่ ปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมเท่ากัน แต่คุณภาพไม่เท่ากัน